การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design)
คำสำคัญ (Key words)
· หลัก
7 ประการในการออกแบบหลักสูตร (7
principles in curriculum design)
· ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่
21 (3Rs+7Cs)
· สี่เสาหลักทางการศึกษา
(Four Pillars)
· World Class
Education
“ทุกสิ่งโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
โลกเปลี่ยนจึงทำให้สังคมเปลี่ยน
สังคมเปลี่ยนทักษะที่ใช้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์จึงต้องเปลี่ยน
เมื่อทักษะเปลี่ยนมนุษย์จึงต้องเปลี่ยน
เมื่อมนุษย์เปลี่ยนการเรียนรู้ของมนุษย์จึงเปลี่ยนตาม
และเมื่อการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การเรียน การสอน
จึงต้องเปลี่ยนตาม”
จากคำกล่าวข้างต้นนี้สามารถเป็นคำตอบได้ดีสำหรับคำถามที่ว่า “เพราะเหตุใดจึงต้องมีการออกแบบหลักสูตร”
ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งบนโลกล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของมนุษย์ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน
หรือในอนาคตนั้น ครูผู้สอนจะต้องไม่เน้นการสอน แต่ต้องเน้นออกแบบการจัดการเรียนรู้
เน้นการสร้างแรงบันดาลใจ เน้นเป็นโค้ชไม่ใช่ผู้สอน
ครูต้องเรียนรู้ทักษะและทฤษฎีว่าด้วยการเป็นครูอย่างต่อเนื่อง เช่น
ทักษะการวินิจฉัย ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจศิษย์
ทักษะการออกแบบการเรียนรู้
ทักษะการเรียนรู้ และสร้างความรู้ใหม่
จึงเป็นที่มาว่าทำไมหลักสูตรจึงต้องมีการออกแบบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
จากการศึกษาในรายวิชาการพัฒนาหลักสูตรพบว่าในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
การออกแบบหลักสูตร(Curriculum Design) เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาที่มีความสำคัญโดยจากการศึกษารูปแบบโมเดลการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์
(Tyler’s Model of Curriculum Development) ทำให้ได้ทราบถึงขั้นตอนต่างๆในการจัดทำหลักสูตร
โดยหนึ่งในนั้นมีขั้นตอนในการออกแบบหลักสูตรรวมอยู่ด้วย
เบื้องต้นในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงแนวคิดสำคัญที่ใช้เป็นหลักยึดในการออกแบบหลักสูตร
ตลอดจนอธิบายถึงกระบวนการพัฒนาหลักสูตรด้วยรูปแบบโมเดลของไทเลอร์ (Tyler’s
Model Curriculum Development)
หลักการสำคัญในการออกแบบหลับสูตร
การออกแบบหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องมีหลักการต่างๆขึ้นมาเพื่อรองรับ
เพื่อให้หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับการนำไปใช้
และเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สำหรับหลักการสำคัญสิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ
ความเป็น World Class Education เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นไปอย่างสากล
และยังมีหลักการที่ใช้เป็นหลักยึดในการออกแบบหลักสูตรนั้นอื่นๆอีก ได้แก่
1. หลัก
7 ประการในการออกแบบหลักสูตร (7
principles of curriculum design)
เป็นหลักคิดเพื่อการสร้างหลักสูตรที่ดีมีประสิทธิภาพ
โดยได้กล่าวว่าการออกแบบการจัดการเรียนรู้หรือหลักสูตรนั้นต้องประกอบด้วยพื้นฐาน 7
ประการ คือ
· Challenge and
enjoyment (ค้นหาศักยภาพและความสุข) คือ
หลักสูตรต้องได้รับการออกแบบให้นักเรียนได้ค้นหาศักยภาพและกระตุ้นนักเรียนให้มีความสนใจในการเรียนรู้
· Breadths (ความกว้าง)
คือ หลักสูตรที่ดีต้องเปิดกว้างในการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้มีได้หลากหลายแนวทาง
· Progressions (ความก้าวหน้า)
คือ หลักสูตรต้องออกแบบมาให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปสู้ความก้าวหน้าที่ผู้เรียนตั้งเป้าไว้
· Depths (ความลึกซึ้ง)
คือ หลักสูตรต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้อย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือ
หลักสูตรต้องให้โอกาสนักเรียนได้ใช้
· Coherence (ความเกี่ยวข้อง)
คือ หลักสูตรที่ดีต้องมีเนื้อหาและจุดประสงค์ที่สนองกับบริบทที่จะนำหลักสูตรไปใช้
· Relevance (ความสัมพันธ์กัน)
คือ เนื้อหาในหลักสูตรต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับจุดประสงค์
· Personalization
and choice (ความเป็นเอกลักษณ์และตัวเลือก) คือ
หลักสูตรที่ดีต้องให้นักเรียนได้ค้นพบเอกลักษณ์ของตนเองและมีทางเลือกในการแสวงหาเอกลักษณ์ของตนเอง
2. ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่
21 (3Rs+7Cs)
ศ. น.พ.วิจารณ์
พานิชได้กล่าวถึงการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ว่า การศึกษาต้องเตรียมคนออกไปเป็นknowledge worker และเป็น
learning person ไม่ว่าจะประกอบสัมมาชีพใด มนุษย์ในศตวรรษที่ 21
ต้องเป็นlearning person และเป็น knowledge worker แม้แต่ชาวนาหรือเกษตรกรก็ต้องเป็น
learning person และเป็นknowledge worker ดังนั้นทักษะสำคัญที่สุดของศตวรรษที่
21 จึงเป็นทักษะของการเรียนรู้ (learning
skills) ที่คนทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย
และตลอดชีวิต
ด้วยเหตุนี้ทักษะดังกล่าวจึงเป็นที่สำคัญที่ผู้เรียนพึ่งมีในศตวรรษที่21
ซึ่งหลักสูตรต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีทักษะที่สำคัญและสามารถใช้ชีวิตในสังคมศตวรรษที่21ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยก่อนหน้านี้การศึกษาของเรายึดหลัก 3Rs คือ เน้นการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียน
อ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น และต่อมาจึงได้เพิ่มเติมรวมหลัก 7Cs ที่จำเป็นในศตวรรษที่
21 เข้าด้วยกัน จึงกลายเป็นหลัก 3Rs+7Cs ดังนี้
3Rs
· Reading (อ่านออก)
· Writing (เขียนได้)
· Arithmetic (คิดเลขเป็น)
7Cs
· Critical Thinking & Problem solving คือ ทักษะในการคิดวิเคราะห์
และการคิดแก้ปัญหา
· Creativity &
Innovation คือ ทักษะที่เมื่อคุณคิดวิเคราะห์แล้ว
คุณต้องสร้างสรรค์ได้ หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ได้
· Cross-Cultural
understanding คือ ทักษะที่เน้นความเข้าใจในกลุ่มคนในหลากหลายชาติพันธ์
เพราะเราเป็นสังคมโลก
· Collaboration
Teamwork & leadership คือ ทักษะการทำงานเป็นทีม
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความเป็นผู้นำ
· Communication
information and media literacy คือ
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการรู้จักข้อมูล ความสามารถในการเข้าใจสื่อ
· ICT literacy คือ ความสามารถในยุคของ Digital
age ความสามารถในการใช้เครื่องเทคโนโลยี
· Career and Life
skill คือ ทักษะการใช้ชีวิต คือทักษะการประกอบอาชีพ
หรืออาจหมายถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมของเรา
ดังที่ได้กล่าวมาเมื่อนำกหลัก 7Cs มาจัดกลุ่ม
สามารถแบ่งออกได้ 3 ส่วน คือ
· การพัฒนาด้านความคิด
ได้แก่ Critical Thinking, Creativity, Collaboration, และ
Cross-Culture
· ความสามารถความเข้าใจ
(Literacy) ได้แก่ Information, Communication,
Media, และ ICT
· ทักษะการใช้ชีวิต
(Life Skill) ได้แก่ การมองโลกหรือคนอื่นรอบๆ
เป็นศูนย์กลางไม่ใช่มองตนเองเป็นศูนย์กลาง
3. สี่เสาหลักของการศึกษา
(The four Pillars of Education)
พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายไว้ว่าหมายถึง
หลักสำคัญ ๔ ประการของการศึกษาตลอดชีวิต
ตามคำอธิบายของคณะกรรมาธิการนานาชาติว่าด้วยการศึกษาในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑
ซึ่งได้เสนอรายงานเรื่อง Learning : The Treasure Within ต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อ ค.ศ. ๑๙๙๕ ว่าการศึกษาตลอดชีวิตมีหลักสำคัญ ๔ ประการ
ได้แก่
1. การเรียนเพื่อรู้ (Learning to Know) การเรียนที่ผสมผสานความรู้ทั่วไปกับความรู้ใหม่ในเรื่องต่าง
ๆ อย่างละเอียดลึกซึ้ง และยังหมายรวมถึงการฝึกฝนวิธีเรียนรู้
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต
2. การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง (Learning to Do) การเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง
ๆ และปฏิบัติงานได้ เป็นการเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ต่าง ๆ
ทางสังคมและในการประกอบอาชีพ
3. การเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน (Learning to Live Together) การเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลเข้าใจผู้อื่นและตระหนักดีว่า
มนุษย์เราจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน
ดำเนินโครงการร่วมกันและเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ
โดยตระหนักในความแตกต่างหลากหลาย ความเข้าใจอันดีต่อกันและสันติภาพ
ว่าเป็นสิ่งล้ำค่าคู่ควรแก่การหวงแหน
4. การเรียนรู้เพื่อชีวิต
(Learning to Be) การเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลสามารถปรับปรุงบุคลิกภาพของตนได้ดีขึ้น
ดำเนินงานต่าง ๆ โดยอิสระยิ่งขึ้น มีดุลพินิจ และความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น
การจัดการศึกษาต้องไม่ละเลยศักยภาพในด้านใดด้านหนึ่งของบุคคล เช่น ความจำ
การใช้เหตุผล ความซาบซึ้งในสุนทรียภาพ สมรรถนะทางร่างกาย
ทักษะในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
กระบวนการพัฒนาหลักสูตร
การออกแบบหลักสูตร (Curriculum
Design) เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
โดยในที่นี้จะนำเสนอแนวคิดและรูปแบบกระบวนการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ (Tyler’s
Model Curriculum Development) เพื่อใช้ในการอธิบายเนื่องจากเป็นรูปแบบที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุด
และนำไปใช้เป็นแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรต่างๆได้เป็นอย่างดี
Ralph
Tyler ได้ให้แนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรว่าหลักสูตรที่ดีจำเป็นต้องตอบคำถามพื้นฐานจำนวน
4 ข้อ คือ
1) What is the
purpose of the education? (มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจะแสวงหา)
2) What educational
experiences will attain the purposes? (มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้)
3) How can these
experiences be effectively organized? (จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไร
จึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ)
4) How can we
determine when the purposes are met? (๔.
จะประเมินผลประสิทธิภาพของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร
จึงจะตัดสินได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้)
นอกจากคำถามดังกล่าวแล้ว Tyler
ยังได้เสนอหลักการในการพัฒนาหลักสูตรว่าประกอบด้วย 4
หลักการ คือ
1) Planning (การวางแผนของหลักสูตร)
2) Design (การออกแบบหลักสูตร)
3) Organize (การจักการหลักสูตร)
4) Evaluation (การประเมินหลักสูตร)
โดยเมื่อนำหลักการของไทเลอร์มาเทียบเคียงกับคำถามที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน
จะพบว่ามีความสอดคล้องกันดังนี้
คำถามปัจจัยพื้นฐาน
หลักการพัฒนาหลักสูตร
1. What is the purpose of the education? (จะสอนอะไร)
1. Planning (การวางแผนหลักสูตร)
2. What educational experiences will attain the purposes? (จะเอาอะไรมาสอน)
2. Design (การออกแบบหลักสูตร)
3. How can these experiences be effectively organized? (จะสอนอย่างไร)
3. Organize (การวางแผนการใช้หลักสูตร)
4. How can we determine when the purposes are met?(จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้)
4. Evaluation (การประเมินหลักสูตร)
ประโยชน์ของการออกแบบหลักสูตร
การออกแบบหลักสูตรที่ดีจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา
ฮอลล์ (Hall.1962 อ้างถึงใน ปราณี สังขะตะวรรธน์และสิริวรรณ
ศรีพหล. 2545 : 97 – 98) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการออกแบบหลักสูตรไว้
ดังนี้
1.การออกแบบเป็นการเน้นที่เป้าหมาย จุดหมาย
และวัตถุประสงค์ของงานเป็นสำคัญ
การออกแบบหลักสูตรจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้น สามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ หรือจุดหมายของการจัดการศึกษานั้นได้
2.การออกแบบหลักสูตรที่ดีช่วยเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในการจัดการศึกษา
การออกแบบเป็นการจัดองค์ประกอบหลักสูตรทั้ง 4
ที่จะเป็นแนวทางให้กับผู้ใช้หลักสูตรได้ดำเนินการ โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย
การให้สาระความรู้ที่จำเป็น วิธีการนำเสนอสาระความรู้ หรือ
แนวการดำเนินการเรียนการสอน
และการประเมินผลหรือการตัดสินว่าผู้เรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่เพียงใด
3.การออกแบบช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน
การออกแบบเป็นการสร้างพิมพ์เขียว
เพื่อให้ผู้ใช้หลักสูตรได้เห็นประสบการณ์ที่จำเป็นที่ผู้เรียนต้องได้รับ
การกำหนดรูปแบบต่าง ๆ การกำหนดวิธีการนำหลักสูตรไปใช้
การกำหนดทิศทางรูปแบบการเรียนการสอน
ช่วยให้ผู้ใช้หลักสูตรมีความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ
สามารถนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ได้
4.การออกแบบที่ดีช่วยในการสื่อสารและประสานงาน
นักออกแบบที่สามารถออกแบบหลักสูตร เอกสารการสอน และคู่มือต่าง ๆ
ช่วยเพิ่มความเข้าใจในการนำหลักสูตรไปใช้ โดยอาจจะไม่ต้องใช้เวลามาจัดอบรม
เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับหลักสูตร และการนำหลักสูตรไปใช้
5.การออกแบบช่วยลดภาวะความตึงเครียด
เนื่องจากการออกแบบหลักสูตรเป็น การวางแผนสำหรับการจัดการศึกษาที่มีเป้าหมาย
และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
การออกแบบหลักสูตรเป็นการสร้างพิมพ์เขียวจากสิ่งที่เป็นนามธรรมไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรม
เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างไม่ยุ่งยาก
จากการศึกษาทำให้เกิดความรู้ พอสรุปได้ดังนี้
การออกแบบหลักสูตรเป็นการสร้างความมั่นใจว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้นสามารถนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
เป็นการสร้างพิมพ์เขียว เพื่อให้ผู้ใช้หลักสูตรได้เห็นประสบการณ์ที่จำเป็นที่ผู้เรียนต้องได้รับ
เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จหรือจุดหมายของการจัดการศึกษานั้นได้
การออกแบบหลักสูตรที่ดีช่วยเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในการจัดการศึกษา
การออกแบบหลักสูตรประเภทต่างๆ
1.หลักสูตรแบบเน้นเนื้อหา (The Subject
Matter Curriculum)
เป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งใช้ในการสอนศาสนา
ละติน กรีก อาจเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหาเป็นศูนย์กลาง
(Subject-Centered-Curriculum) ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการสอนของครูที่ใช้วิธีการ
บรรยาย ปรัชญาการจัดการศึกษาแนวนี้จะยึดปรัชญาสารัตถนิยม(Essentialism)และสัจวิทยา(Perennialism)
2.หลักสูตรสหสัมพันธ์ (Correlated
Curriculum)
หลักสูตรสหสัมพันธ์ คือ
หลักสูตรเนื้อหาวิชาอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นหลักสูตรที่นำเอาเนื้อหาวิชาของ
วิชาต่าง ๆ
ที่สอดคล้องหรือส่งเสริมซึ่งกันและกันมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
แล้วจัดสอนเป็นเนื้อหาเดียวกัน
วิธีการดังกล่าวอาศัยหลักความคิดของนักการศึกษาที่ว่า
การที่จะเรียนรู้สิ่งใดให้ได้ดีผู้เรียนต้องมีความสนใจเข้าใจความหมายของสิ่งที่เรียนและมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เรียนกับสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้นหลักสูตรสหสัมพันธ์จะกำหนดเนื้อวิชาใดวิชาหนึ่งหรือหมวดใดหมวดหนึ่ง
แล้วนำเนื้อหาสาระวิชาที่สัมพันธ์กันมารวมไว้ด้วยกัน
3.หลักสูตรแบบผสมผสาน (Fused Curriculum
or Fusion Curriculum)หลักสูตรแบบผสมผสานเป็นหลักสูตรที่พยายามปรับปรุงข้อบกพร่องของหลักสูตรเนื้อหาวิชา
เพราะฉะนั้นหลักสูตรแบบผสมผสานคือหลักสูตรเนื้อหาวิชาอีกรูปแบบหนึ่ง
โดยการรวมเอาวิชาย่อย ๆ
ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาผสมผสานกันในด้านเนื้อหาเข้าเป็นหมวดหมู่
4. หลักสูตรแบบหมวดวิชาแบบกว้าง (Broad
Fields Curriculum)
หลักสูตรหมวดวิชาแบบกว้างหรือหลักสูตรรวมวิชา
เป็นหลักสูตรที่พยายามจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากหลักสูตรเนื้อหาวิชา
ซึ่งขาดการผสมผสานของความรู้ให้เป็นหลักสูตรที่มีการประสานสัมพันธ์ของเนื้อหาความรู้ที่กว้างยิ่งขึ้น
5. หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม (Social
Process and Life Function Curriculum)
หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม
เป็นหลักสูตรที่มุ่งแก้ไขข้อบกพร่องของหลักสูตรที่ผ่านมาด้วยการรวบรวมความรู้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
โดยยึดกิจกรรมต่าง ๆ ของคนไทยเป็นหลัก
เป็นหลักสูตรที่ถูกคาดว่ามีคุณค่ามากที่สุดสำหรับผู้เรียน
การจัดหลักสูตรแบบนี้ได้ยึดเอาสังคมและชีวิตจริงของเด็กเป็นหลัก
เพื่อผู้เรียนจะได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
เพราะมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาวิชาในหลักสูตรกับชีวิตจริงของผู้เรียนหรือภาวะทางสังคมที่ผู้เรียนกำลังประสบอยู่
หลักการจัดหลักสูตรประเภทนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของจอห์น ดิวอี้
กับปรัชญาการศึกษาสาขาพิพัฒนาการนิยม และปรัชญาการศึกษาสาขาปฏิรูปนิยม
6. หลักสูตรกิจกรรมหรือประสบการณ์ (Activity
or Experience Curriculum)หลักสูตรกิจกรรมหรือประสบการณ์เป็นหลักสูตรที่เกิดขึ้นจากความพยายามที่จะแก้ไขการเรียนรู้แบบครูเป็นผู้สอนเพียงอย่างเดียว
ไม่คำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียนซึ่งเป็นข้อบกพร่องของหลักสูตรแบบเนื้อหาวิชา
หลักสูตรแบบนี้ยึดประสบการณ์
และกิจกรรมเป็นหลักมุ่งส่งเสริมการเรียนการสอนโดยวิธีการแก้ปัญหา
ผู้เรียนได้แสดงออกด้วยการลงมือกระทำ ลงมือวางแผน
เพื่อหาประสบการณ์อันเกิดจากการแก้ปัญหานั้น ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการเรียนแบบการเรียนรู้ด้วยการกระทำ(
Learning by Doing)
7. หลักสูตรแบบแกน (Core Curriculum)
หลักสูตรแบบแกนเป็นหลักสูตรที่ประสานสัมพันธ์เนื้อหาวิชาต่าง
ๆ
เข้าด้วยกันมุ่งที่จะสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน
ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Active Learning สิ่งที่เรียนจะมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และชีวิตของผู้เรียน
เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงชีวิตความเป็นอยู่มาสัมพันธ์กับการเรียนรู้ได้
เป็นหลักสูตรที่ยึดปรัชญาปฏิรูปนิยม
สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วในรูปแบบหลักสูตรที่ผ่านมา
จึงดูเหมือนว่าหลักสูตรแบบแกนจะเป็นหลักสูตรที่รวมเอาลักษณะเด่นของหลักสูตรอื่น ๆ
เข้าไว้ด้วยกัน
ซึ่งนักการศึกษาเชื่อว่าเป็นแบบที่ดีเหมาะสมที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหลักสูตรต่าง
ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
8. หลักสูตรบูรณาการ (Integrated
Curriculum) หลักสูตรบูรณาการเป็นหลักสูตรที่รวมประสบการณ์การเรียนรู้ต่าง
ๆ เข้าด้วยกัน ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นประสบการณ์ที่คัดเลือกมาจากหลายสาขาวิชา
แล้วจัดเป็นกลุ่มหรือหมวดหมู่ของประสบการณ์ เป็นการบูรณาการเนื้อหาเข้าด้วยกัน
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์สัมพันธ์และต่อเนื่องอันมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต
3.3
พัฒนาความรู้ : ไม่ปรากฎชื่อผู้เขียน
เว็บที่สองปรากฏชื่อการใช้งานบล็อกผู้เขียน
3.4
สรุปและวิพากษ์ :
ก่อนออกแบบหลักสูตรนั้นจะต้องเข้าใจในสิ่งแวดล้อมและความต้องการของครอบครัว
สังคมและชุมชนว่าต้องการผลผลิตในรูปแบบใดจึงออกแบบหลักสูตรให้ออกมาเช่นนั้น
3.5 การประเมินการเรียนรู้ : บรรลุจุดประสงค์